ฟุตบอลคือความสุข/ไอดอลพี่แชมป์/ปราสาทสายฟ้าพันธุ์แท้ : นพพล ละครพล

ฟุตบอลคือความสุข/ไอดอลพี่แชมป์/ปราสาทสายฟ้าพันธุ์แท้ : นพพล ละครพล

12 มีนาคม 2562 | เข้าดู 1,470 ครั้ง

เรื่องราวของนายทวารดาวรุ่งที่เกิดมาเพื่อฟุตบอล ผู้รักษาประตูคือตำแหน่งแรกที่เริ่มเล่นด้วยวัยเพียง 5 ขวบภายใต้การฟูมฟักและความตั้งใจเพาะบ่มของพ่อที่หมายมั่นปั้นมือในการสร้างยอดนายทวารของวงการฟุตบอลไทย  

วันนี้ ผลผลิตของครอบครัวละครพลได้ผลิดอกออกผลด้วยผลงานเจ้าของสถิติคลีนชีต 5 นัดแรกของฤดูกาลใน Thai League 2 ในวัยเพียง 19 ปีพร้อมนำทัพรถม้ามรกตบินสูงในขณะนี้

เขาคือใครและเส้นทางที่ผ่านมาของเขาเป็นอย่างไร Thai-Football ขอพาคุณไปติดตามเรื่องราวชีวิตของ ‘โจนัส’ นพพล ละครพล ได้ที่นี่ที่เดียว

 

ชีวิตวัยเยาว์

ถ้าหากจะบอกว่านี่คือเด็กหนุ่มที่เกิดมาเพื่อเป็นผู้รักษาประตูก็คงจะปฎิเสธไม่ได้สำหรับ นพพล ละครพล ลูกชายคนสุดท้องจากพี่น้องทั้งหมด 3 คนในอำเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ของครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นอดีตผู้รักษาประตูที่หมายมั่นปั้นมือจะสร้างเลือดเนื้อเชื้อไขคนนี้ให้กลายเป็นผู้รักษาประตูชั้นยอดของวงการฟุตบอลไทยด้วยการเพาะบ่ม ฟูมฟักด้วยหัวใจและสองมือที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์ผู้เป็นพ่อด้วยตนเอง

“ผมเป็นลูกชายคนสุดท้องจากพี่น้องทั้งหมด 3 คน คุณแม่เป็นคุณครู คุณพ่อทำงานธนาคาร ผมเริ่มเล่นฟุตบอลครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 5 ขวบ เกิดมาก็เล่นตำแหน่งผู้รักษาประตู หัดเล่นฟุตบอลครั้งแรกก็ตำแหน่งผู้รักษาประตู โค้ชคนแรกก็คือคุณพ่อซึ่งเคยเป็นผู้รักษาประตูมาก่อน ทุกวันผมจะไปเล่นฟุตบอลกับคุณพ่อที่สนามโรงเรียนอนุบาลโนนสุวรรณ คุณพ่อจะสอนทุกอย่างที่เป็นพื้นฐานของการเป็นผู้รักษาประตู ไม่ว่าจะเป็นการรับฟุตบอล กระโดดรับบอล กระโดดปัด บางวันก็จะมีเพื่อนมายิงประตูให้ซ้อม พ่อก็จะดูอยู่ตลอด คอยสอน คอยแนะนำ ทำอยู่อย่างนั้นจนพระอาทิตย์ตกดิน ค่อยกลับบ้านครับ”

 

นี่ไม่ใช่ฟุตบอล แต่นี่คือความสุข

ชีวิตของเด็กวัยกำลังดื้อ กำลังซนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับลูกฟุตบอลและการฝึกซ้อมคงสร้างความเบื่อหน่ายอย่างแน่นอน แต่คงไม่ใช่กับเด็กชายโจนัสที่ชีวิตนี้แทบจะมีฟุตบอลอยู่ในทุกลมหายใจ

“ผมไม่เคยเบื่อฟุตบอล ผมไม่เคยทุกข์ที่จะฝึกซ้อมเป็นผู้รักษาประตู ผมชอบที่จะได้พุ่งรับฟุตบอล สุขที่จะกระโดดปัดฟุตบอล รักที่จะใช้ทุกส่วนของร่างกายป้องกันประตู”

“ฟุตบอลคือสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุข สมัยเด็กๆ ผมตื่นเช้า อาบน้ำไปโรงเรียนที่อยู่อำเภอนางรองซึ่งห่างจากบ้านผมประมาณ 40-50 กิโลเมตร พอเลิกเรียน กลับมาถึงบ้านผมจะรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อซ้อมฟุตบอลกับพ่อทุกวัน วันหยุดก็จะซ้อม บางวันก็ไปชมบุรีรัมย์ PEA (ชื่อในสมัยนั้น) แข่ง ถ้าไม่ได้ไปชมในสนามก็จะชมถ่ายทอดสด” โจนัสพูดถึงสิ่งที่เค้ารักและมีความสุขที่สุดในชีวิต

“ชีวิตผมไม่เคยมีความเครียด ไม่เคยทุกข์ เพราะผมจะอยู่กับฟุตบอลตลอดเวลา ตอนอยู่ในแคมป์ที่บุรีรัมย์ ว่างๆ ผมก็จะเล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ ชีวิตผมไม่ค่อยว่างเพราะฟุตบอล ผมมีความสุขตลอดเวลาเพราะสิ่งนี้ หลายคนอาจจะบอกว่าผมทุ่มเทให้กับฟุตบอล ผมว่าไม่ใช่ เพราะฟุตบอลคือความสุข ชีวิตผมจึงมีแต่ความสุขเพราะฟุตบอลครับ”

 

ถุงมือคู่แรก

การรับบทบาทนายทวารตั้งแต่วัยเยาว์ สิ่งที่จำเป็นของตำแหน่งนี้ก็คงจะเป็นถุงมือที่ใช้ในการฝึกซ้อมและลงเล่นในสนาม สำหรับถุงมือของนายทวารหนุ่มรายนี้หาใช่ถุงมือราคาแพงจากแบรนด์ชั้นนำ แต่กลับเป็นถุงมือผ้าสำหรับขับมอเตอร์ไซค์ราคาคู่ละ 30 บาทเท่านั้น

“สมัยเด็กๆ ผมจะใช้ถุงมือผ้าขับมอเตอร์ไซค์ที่มียางบางๆ แปะหน้าถุงมือ ราคาประมาณ 30-40 บาท บางวันเพื่อนก็จะไปยืมจากพี่ จากญาติมาให้ผมใส่เล่นฟุตบอล กว่าจะได้ถุงมือผู้รักษาประตูจริงๆก็นานเหมือนกัน พ่อแม่ซื้อให้ราคา 199 บาท จำได้ว่าตอนนั้นดีใจมาก เพราะเป็นสิ่งที่ผมอยากได้ อยากได้มาใส่เล่นฟุตบอล แม้ราคาจะไม่แพงเหมือนคนอื่นเค้า แต่ผมก็เชื่อว่าถุงมือเป็นองค์ประกอบของการเป็นผู้รักษาประตู ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรามากกว่า”

 

ก้าวสู่ปราสาทสายฟ้า

“มีน้องข้างบ้านบอกว่าบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเปิดคัดตัวเข้าอะคาเดมี่ พ่อแม่จึงพาไปคัดตัว วันแรกไปกันแต่เช้ามาก กว่าจะคัดตัวเสร็จก็ใช้เวลา 3 วัน พอคัดตัวเสร็จก็ประกาศรายชื่อ ปรากฏว่าผมมีรายชื่อผ่านการคัดตัว พ่อแม่ดีใจมาก ส่วนหนึ่งผมก็ดีใจที่ทำให้พ่อแม่ภูมิใจในตัวผม ส่วนตัวเองก็ดีใจที่ทำได้สำเร็จ ได้เข้าอะคาเดมี่ทีมที่ผมรักและเชียร์มาตั้งแต่เกิด” นายทวารดาวรุ่งพูดถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งผ่านการคัดตัวเข้าอะคาเดมี่ทีมดังของวงการฟุตบอลไทย

ความโชคดีของผมในการเข้าอะคาเดมี่ของทีมบุรีรัมย์ก็คือ การได้รับการฝึกฝนทักษะการเป็นผู้รักษาประตูจากคุณพ่อมาอย่างหนัก ทำให้ช่วงแรกที่ซ้อมที่อะคาเดมี่ผมไม่ต้องทำงานหนักเหมือนเพื่อนคนอื่นเค้าและมีโอกาสต่อยอดจากของเดิมที่คุณพ่อสอนไว้ตั้งแต่เด็ก ฝีมือจึงพัฒนาไปค่อนข้างเร็วและมีโอกาสได้เรียนรู้จากบรรดานักเตะรุ่นพี่รวมทั้งชุดใหญ่ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดครับ

ด้วยฝีมืออันยอดเยี่ยมเกินวัยของโจนัส ทำให้บรรดาแมวมองและสโมสรชั้นนำต่างจ้องคว้าตัวไปร่วมทีม แต่ทว่าคำชักชวนและข้อเสนอต่างๆได้ไร้ความหมายไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อหัวใจที่เต็มไปด้วยปราสาทสายฟ้าได้ให้คำตอบไปโดยไม่ต้องคิด

สมัยอยู่ที่อะคาเดมี่และทีมเยาวชนของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดก็เคยมีทีมติดต่อมา ว่าสนใจย้ายไปร่วมทีมหรือป่าว แต่ผมก็ตอบไปทันทีเลยนะว่าไม่ครับ เพราะบุรีรัมย์คือทีมที่เป็นมากกว่าความฝัน นี่คือทีมบ้านเกิด นี่คือทีมที่ผมติดตามเชียร์มาตั้งแต่เด็ก นี่คือทีมที่ผมหวังว่าสักวันจะสวมชุดของทีมลงแข่ง เมื่อวันนี้ฝันนั้นเป็นจริง คงไม่มีเหตุผลที่ผมจะย้ายออกจากทีมนี้

 

ไอดอลพี่แชมป์

ฤดูกาล 2010 บุรีรัมย์ PEA เปิดบ้านพบ ทีโอที เอสซี ในศึกไทยพรีเมียร์ลีก ที่สนามสนามกีฬาเขากระโดง สเตเดี้ยม ซึ่งนัดนั้นเป็นการชมฟุตบอลอาชีพครั้งแรกในสนามของผม ภาพที่จำได้ติดตาคือพี่แชมป์ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เก่งมาก เรียกได้ว่าพี่จับกินหมด ทั้งลูกภาคพื้นดินและกลางอากาศ ลูกยิง ลูกโหม่ง ผ่านมือพี่แชมป์ยากมาก นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็ตั้งใจว่าอยากเก่งแบบพี่แชมป์ อยากประสบความสำเร็จแบบพี่แชมป์ พอย้ายมาเล่นทีมบุรีรัมย์ก็แอบดูพี่แชมป์ฝึกซ้อม แอบเรียนวิชา แต่ผมก็ไม่กล้าบอกพี่เค้าว่าเป็นไอดอลของผม ผมดีใจและมีแรงผลักทุกครั้งที่นึกถึงภาพพี่แชมป์ลงเฝ้าเสา

นอกจากนี้เจ้าตัวยังได้เผยความรู้สึกถึงสิ่งที่หลายคนต่างบอกกล่าวกันว่า เขาคือตัวแทนของศิวรักษ์ เทศสูงเนินในรังปราสาทสายฟ้า

ผมไม่มีทางเป็นตัวแทนพี่แชมป์ได้ครับ เพราะสิ่งที่พี่แชมป์สร้างไว้มันยากเกินที่ผมจะไปเทียบเคียงหรือเป็นตัวแทนได้ พี่แชมป์สร้างหลายสิ่งให้กับสโมสร ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ผลงานและฝีมือ ผมขอเป็นทายาทพี่แชมป์จะดีกว่า ทายาทที่สร้างความสำเร็จ สร้างผลงานที่ดีให้กับทีมต่อไปครับ

 

ก้าวแรกสู่รถม้า

การใช้ชีวิตทั้งในและนอกสนามบนดินแดนบ้านเกิดอย่างบุรีรัมย์มาตลอดชีวิต ทำให้ความรู้สึกแรกหลังที่ได้รับข่าวนั้นย่อมส่งผลต่อความรู้สึกในขณะนั้นอย่างบอกไม่ถูก

ไปลงสนามจริง ไปสร้างประสบการณ์แล้วกลับมาช่วยทีม นี่คือคำพูดที่โจนัสได้รับฟังจากนายใหญ่ของทีม

ผมไม่คิดลังเลเลยนะ หลังได้ยินคำพูดครั้งนั้น เพราะผมรู้ว่าผมไปเพื่อพัฒนาตนเองและกลับมาสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีม นี่ไม่ใช่เรื่องเสียสละ แต่เป็นเรื่องความเป็นมืออาชีพและสิ่งที่เราต้องทำเพื่อทีมในฐานะนักเตะอาชีพ โจนัสพูดความรู้สึกต่อ

ก่อนไปลำปางก็มีพี่แมน วัชรกร มะโนวร ที่พึ่งย้ายมาจากลำปาง เอฟซี มาเล่าให้ฟังว่าที๋โน่นเป็นอย่างไรบ้าง บรรยากาศในแคมป์และบรรยากาศแฟนบอล กองเชียร์เป็นอย่างไร พอได้ฟังก็อยากไปครับ เพราะผมเชื่อว่าทีมลำปาง เอฟซีเป็นทีมที่ดีและเป็นโอกาสครั้งสำคัญของผม

 

ลงสนาม

ทำให้เต็มที่ ลงไปสนามทำให้สุดความสามารถ ทำให้ผมเห็น ทำให้ทุกคนเห็นความสามารถ นี่คือคำพูดแรกจากกุนซือคนใหม่ของเจ้าตัวที่ชื่อ เซอร์จาน ทราอีโลวิก บอกเจ้าตัวก่อนลงสู่สนามนนัดอุ่นเครื่องที่ลำปาง เอฟซี เปิดบ้านพ่ายให้กับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดไปอย่างฉิวเฉียด 0 ประตูต่อ 1 ซึ่งผลงานในบทบาทนายทวารเจ้าบ้านที่ต้องลงสนามพบกับต้นสังกัดที่แท้จริงในนัดนั้นเรียกได้ว่าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

ผมมาที่นี่ไม่คิดว่าจะเป็นตัวจริง ไม่คิดว่าจะได้รับการการันตีตำแหน่งในทีม ทุกอย่างต้องอยู่ที่ฝีมือของเรา ผมมาที่นี่เพื่อเรียนรู้ เพิ่มประสบการณ์ หน้าที่ของผมคือทำทุกวินาทีให้ดีที่สุด ทุกสิ่งอย่างขึ้นอยู่กับผลงานในสนามจริงและสนามซ้อมครับโจนัสกล่าวถึงความรู้สึกก่อนเปิดฤดูกาลที่เจ้าตัวยังไม่รู้ว่าจะได้รับโอกาสลงสนามหรือไม่

 

คุณคือตัวจริง

นัดแรกของทีมลำปาง เอฟซีในฤดูกาล 2019 ซึ่งทัพรถม้ามรกตมีคิวเดินทางไปเยือนทีมแกร่งอย่างขอนแก่น เอฟซี คือ นัดแรกในชีวิตที่เจ้าตัวได้มีโอกาสลงเล่นในลีคบนพร้อมตำแหน่งตัวจริงด้วยวัยเพียง 19 ปี ที่เรียกได้ว่ามาแบบไม่คาดฝัน
โอ้โห..... ผมฝันไปหรือป่าว คือ คำพูดที่โจนัสเอ่ยออกมาถึงความรู้สึกวันนั้น

ก่อนแข่งผมไม่รู้มาก่อนว่าได้ลงเป็นตัวจริง มาทราบก่อนแข่งไม่นานนักตอนประชุมทีม ตอนนั้นก็ไม่ได้บอกใครเพราะไม่มีเวลาบอก ต้องเตรียมตัวลงสนาม รู้แค่วันนั้นพ่อแม่ขับรถจากบุรีรัมย์มาดูที่ขอนแก่น ก็เลยตั้งใจว่าจะทำผลงานให้ดีที่สุด จะพยายามไม่เสียประตู ทำหน้าที่ของเราเหมือนที่ฝึกซ้อมมา

พี่ในทีมหลายคนเดินมาบอก อย่าไปเครียด อย่าไปเกร็ง สั่งเยอะๆ มีอะไรสั่งมาเลย ไม่ต้องเกรงใจ เราทุกคนคือทีม อยู่ทีมเดียวกันต้องช่วยกันนี่คือคำพูดจากบรรดาผู้เล่นรุ่นใหญ่ในทีมบอกเจ้าตัวก่อนทุกคนก้าวลงสู่สนามในวันนั้น

ผมกลัวว่าจะเสียประตู กลัวจะทำให้ทีมแพ้เพราะเรา นี่คือสิ่งที่ผมกลัวมากที่สุดในวันนั้น แต่พอไม่เสียประตูก็รู้สึกดีใจที่ทำได้ตามที่ทุกคนต้องการ ได้ช่วยทีมให้ชนะและภูมิใจที่ทำให้พ่อแม่ที่นั้งอยู่บนอัฒจรรย์มีความสุขในสิ่งที่เราทำวันนั้นครับ

 

สัมพันธภาพ

การเป็นนายทวารที่มีส่วนสูงเพียง 178 เซนติเมตร หลายคนอาจบอกว่าเป็นการยากที่จะเป็นยอดนายทวารด้วยส่วนสูงเพียงเท่านี้ แต่สำหรับนายทวารหนุ่มรายนี้แล้วนั้น ผู้รักษาประตูคือหลายสิ่งอย่างที่ต้องมีความสัมพันธ์กัน ไม่ใช่เพียงแค่ส่วนสูงเท่านั้น

สมาธิ คือ สิ่งสำคัญที่สุดในสนาม เราจะเป็นผู้รักษาประตูที่ดีไม่ได้ถ้าขาดสมาธิ เพราะเราคือคนสุดท้ายที่อยู่หน้าประตู ถ้าเราป้องกันไม่ให้ฟุตบอลผ่านเราไปได้ ทีมก็จะไม่เสียประตู อีกอย่างที่เราขาดไม่ได้คือความมั่นใจ เพราะถ้าเราขาดความมั่นใจ ทุกคนในทีมก็จะขาดความมั่นใจไปด้วย รวมไปถึงการสื่อสาร ซึ่งโค้ชทุกคนจะบอกว่าเราต้องสื่อสารให้มาก โดยเฉพาะโค้ชเซอร์จานจะย้ำผมเสมอว่าต้องสื่อสารกับทุกคน ฉะนั้นการเป็นผู้รักษาประตูที่ดีต้องมีทุกสิ่งที่สัมพันธ์กันครับ

 

เส้นทางอีกยาวไกล

สำหรับความรู้สึกหลังกลายเป็นนายทวารเจ้าของสถิติคลีนชีต 5 นัดของลีกพระรอง ท่ามกลางเสียงชื่นชมนายทวารดาวรุ่งชาวจังหวัดบุรีรัมย์รายนี้ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเกินวัยพร้อมนำทัพรถม้ามรกตเกาะกลุ่มบนของตารางในการเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดนั้น โจนัสได้เผยความรู้สึกว่า

ผมไม่คิดเหมือนกันว่าจะทำผลงานคลีนชีตได้ถึง 5 นัดแบบนี้ เพราะผมชอบที่จะโฟกัสแบบนัดต่อนัด ช็อตต่อช็อต ทุกจังหวะผมจะต้องทำให้ดีที่สุด ทำตามที่คุณพ่อและโค้ชสอนมา แต่ก็ยอมรับว่าก่อนเปิดฤดูกาลตั้งใจว่าอยากพาทีมลำปาง เอฟซี เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดให้ได้ ตอนนี้ผลงาน 5 นัดที่ผ่านมานับว่าทำได้ดีตามเป้าหมาย แต่ฤดูกาลนี้ยังผ่านไปไม่กี่นัด ยังมีอีกยี่สิบกว่านัดที่เราต้องทำผลงานให้ดี ผมอยากให้เรามาสรุปกันนัดสุดท้ายมากกว่า ว่าเราจะทำผลงานได้ตามเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้หรือไม่ครับ

 

ความฝันอันสูงสุด

สมัยเด็กๆ ผมนั่งชมทีมฟุตบอลทีมชาติไทยลงแข่งขันทางโทรทัศน์กับครอบครัว พ่อและแม่เคยบอกผมว่าอยากเห็นผมติดทีมชาติไทย อยากนั่งดูลูกชายสวมชุดแข่งขันทีมชาติไทย ผมอยากทำให้พ่อแม่สมหวังครับโจนัสบอกถึงความฝันอันสูงสุดบนเส้นทางสายฟุตบอล

ความฝันอีกอย่างคือการลงเล่นให้ทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดไปตลอดชีวิต นี่คือทีมที่ผมใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก หลายคนเคยถามว่าผมอยากไปเล่นฟุตบอลในต่างประเทศหรือป่าว ผมยังไม่คิดถึงจุดนั้น เพราะต้องดูจังหวะของชีวิต จังหวะของฟุตบอลเสียก่อน แต่ถ้าผมไม่ได้ไปเล่นในต่างประเทสแล้วเล่นฟุตบอลให้บุรีรัมย์ ยูไนเต็ดตลอดชีวิต ผมจะไม่เสียใจเลยครับโจนัสกล่าวทิ้งท้าย

 

Thai-Football

#thaifootball #footballthai #thaileague #thaileague1 #thaileague2 #thaileague3 #thaileague4 #lampangfc #jonusnoppol

จากเด็กสามพราน สู่ เจ้าชายนาคามรกต : ประสิทธิ์ พัฒนธนาวิสุทธิ์

จากเด็กสามพราน สู่ เจ้าชายนาคามรกต : ประสิทธิ์ พัฒนธนาวิสุทธิ์

8 มีนาคม 2562 | เข้าดู 5,903 ครั้ง

จากเด็กสามพราน สู่ เจ้าชายนาคามรกต : ประสิทธิ์ พัฒนธนาวิสุทธิ์

 

เรื่องราวของเด็กหนุ่มจากอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมที่เกิดในครอบครัวใหญ่และโชคชะตานำพาให้เจ้าตัวได้เริ่มเล่นฟุตบอลเคียงข้างกับกองกลางทีมชาติไทยอย่างชนาธิป สรงกระสินธ์ตั้งแต่วัยเยาว์จนเป็นจุดเริ่มต้นของฝีเท้าอันเก่งกล้าก่อนจะผ่านการขัดเกลาฝีเท้าเพิ่มเติมจากโรงเรียนพณิชยาการราชดำเนินที่ผลิตนักเตะชั้นดีป้อนวงการฟุตบอลไทยมาแล้วอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ดัสกร ทองเหลา, รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค

ด้วยฝีเท้าอันยอดเยี่ยม เต็มเปี่ยมไปด้วยทักษะและอุปนิสัยที่มักใฝ่รู้ พัฒนาฝีเท้าตนเองอยู่เสมอโดยมีบรรดานักเตะรุ่นพี่ที่คอยให้คำแนะนำ เป็นตัวอย่างที่ดีทั้งในและนอกสนาม ทั้งในสีเสื้อนครปฐม ยูไนเต็ดทีมบ้านเกิดที่เจ้าตัวมีโอกาสค้าแข้งเป็นนักฟุตบอลอาชีพด้วยวัยไม่ถึง 18 ปี รวมไปถึงเกษตรศาสตร์ เอฟซีที่เจ้าตัวไม่คาดฝันว่าจะมีโอกาสค้าแข้งอยางยาวนานจนกลายเป็นนักเตะชุดปัจจุบันที่ค้าแข้งให้กับทีมยาวนานที่สุดจนแฟนบอลหลายคนยกให้เค้าเป็นเจ้าชายนาคามรกตคนปัจจุบัน เขาคือใครและเส้นทางที่ผ่านมาของเขาเป็นอย่างไร Thai-Footbal ขอพาคุณไปติดตามเรื่องราวชีวิตของ เบิร์ด ประสิทธิ์ พัฒนธนาวิสุทธิ์ ได้ที่นี่ที่เดียว

 

เด็กสามพราน

“ผมเกิดในครอบครัวขนาดใหญ่ในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พี่น้องทั้งหมด 6 คน มีน้องชายฝาแฝดคนนึงที่เล่นฟุตบอลอาชีพเหมือนกัน ด้วยความที่บ้านอยู่ใกล้กับบ้านพี่เจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ทำให้มีโอกาสได้เล่นฟุตบอลตั้งแต่เด็กๆ ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร เล่นไปตามประสาเด็ก พ่อแม่ก็ไม่ว่าอะไร เห็นเราได้ออกกำลังกายก็ส่งเสริม ไม่คิดเหมือนกันครับว่าจะมาไกลขนาดนี้ จากเด็กวิ่งเตะฟุตบอลในวันวานกลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพในวันนี้” ประสิทธิ์ พัฒนธนาวิสุทธิ์ หรือ เบิร์ด แนะนำตัวอย่างอารมณ์ดี

 

คู่ซ้อมชนาธิป

ชีวิตที่เกิดมารู้จักฟุตบอลของเด็กหนุ่มรายนี้ อาจเหมือนกับเด็กคนอื่นทั่วๆไป ที่เล่นเพื่อความสนุกสนานและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ แต่คงไม่ใช่กับเด็กหนุ่มที่มีเพื่อนซ้อมฟุตบอลในวัยเด็กชื่อ ชนาธิป สรงกระสินธุ์ ซึ่งนับเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยพัฒนาทักษะและฝีเท้าในการเล่นของเจ้าตัวในวัยเยาว์

“บ้านผมอยู่ใกล้ๆกับบ้านพี่เจ ผมเป็นน้องพี่เจปีนึง สมัยเด็กๆ ตื่นเช้าขึ้นมาผมกับน้องชายฝาแฝดจะวิ่งมาเตะบอลกับพี่เจ มาซ้อมบอล ฝึกทักษะ โดยมีพ่อพี่เจเป็นคนสอนฟุตบอล เรียกได้ว่ามีเวลาว่างก็มาเตะบอลตลอด ไม่ค่อยทำอะไรอย่างอื่น พี่เจฝึกอะไรเราก็ฝึกตาม อย่างเรื่องเท้าที่ถนัด ปกติผมเป็นคนถนัดขวาแต่พี่เจก็หัดเล่นบอลให้ได้ทั้งสองเท้า เราก็ฝึกตาม ฝึกเพื่อที่จะไม่รู้สึกว่าถนัดเท้าไหน เล่นทั้งสองข้างให้ได้เหมือนกัน ไม่แตกต่างกันทั้งการเลี้ยง การรับ-ส่งบอลและการยิงประตู พอมองย้อนกลับไปก็รู้สึกได้ว่าการที่เราได้มีโอกาสเล่นบอลกับพี่เจตั้งแต่เด็กๆ ช่วยพัฒนาฝีเท้าได้เป็นอย่างมากครับ”

 

ผลผลิตพณิชยการราชดำเนิน

หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาและเพาะบ่มฝีเท้าได้สักระยะ รั้วสำเภาฟ้า-ม่วงคือสถานีต่อไปที่เป็นเหมือนบันไดอีกขั้นในการพัฒนาฝีเท้าและนำเจ้าตัวสู่เส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่ไม่เคยคิด ไม่เคยฝันมาก่อน

“หลังจากเรียนจบชั้น ป.6 พ่อพี่เจก็บอกผมไปคัดโควตานักฟุตบอลที่โรงเรียนพณิชยการราชดำเนิน ซึ่งตอนนั้นพี่เจก็ไปเรียนอยู่ก่อนแล้ว ผมก็เลยไปคัดกับน้องชายฝาแฝดที่หัดเล่นฟุตบอลด้วยกัน พอถึงวันคัดมีคนมาคัดหลายร้อยคนเหมือนกัน เอาจริงๆตอนนั้นก็เริ่มถอดใจว่าตัวเองน่าจะไม่ผ่าน แต่พ่อพี่เจก็ให้กำลังใจเราว่าผ่านอยู่แล้ว ผลปรากฏว่าเราทั้งสองคนผ่านการคัดตัวแต่มีผมคนเดียวที่ไปเรียน ส่วนน้องชายตัดสินใจไม่ไปเรียน ถามว่าที่นั่นให้อะไรเราบ้าง ผมบอกว่าเยอะโดยเฉพาะเรื่องนอกสนามทั้งวินัย ความอดทนและความเป็นมืออาชีพครับ”